ReadyPlanet.com
dot
dot dot


ธรรมโอสถ

 

 “...กายสังขารนั้นเราเพียงมาอาศัย จิตเรานั้น ไม่แก่ไม่เจ็บ ไม่ตาย ร่างกายเราเมื่อถึงวันหนึ่ง นิ้วที่เคยเหยียดเข้าออก อย่างสบาย ก็กลับติดขัด หูเราที่เคยได้ยินอย่างแจ่มชัดก็บกพร่อง ได้ยินไม่ชัดเจน
.
ตอนที่มันยังดีๆ เรากลับเอาไปฟังเสียง ที่ไม่เกิดประโยชน์ ดวงตาเราตอนมันยังดีๆก็เอาไปดูสิ่งที่มันไม่เกิดประโยชน์ สมองเราแทนที่จะคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็เอาไปคิด โลภ โกรธ หลง
.
.
พอมันไม่ดีแล้ว แม้อยากจะไปดูสิ่งที่ดีๆ ไปฟังธรรมะที่ดีๆ มันก็ทำไม่ได้ “
.
"จงทำตัวให้ต่ำ​ อย่าทำตัวให้สูง"
เพราะทำตัวให้ต่ำ​ ยังไงก็ไม่มีวันตกต่ำได้อีกแล้ว​ เพราะอยู่ในจุดที่ไม่ต้องเสี่ยงอะไรแล้ว​ แต่ถ้าทำตัวสูง​ มันก็มีแต่ความเสี่ยง​
.
เสี่ยงที่จะพลาดพลั้ง​... เสี่ยงที่จะตกจากที่สูง​ และเมื่อพลัดตกลงมาแล้ว​ บางทีมันก็อาจจะทำให้เจ็บปวดและชีวิตรวนเรไปได้เลยก็มี​...
.
ฉะนั้นทำตัวให้ต่ำเข้าไว้ แต่ไม่ใช่ใฝ่ต่ำ​ ความหมายคือทำตัวให้ต่ำเพื่อทำให้มันสูงเองโดยอัตโนมัติ​ แบบที่เรายังมีสติคอยกำกับ...
.
จงจำไว้ว่าอย่าทำตัวให้สูง​ หัวสูงมันจะมีแต่ความเสี่ยง​ และความอันตราย​ พยามทำตัวให้ต่ำ​ เจียมเนื้อเจียมตัวไม่นานมันจะน้อมนำเราไปสู่ที่สูงและที่ๆดีเอง​.. ปฏิบัติได้แบบนี้มันก็จะเป็นหนทางนำเราไปสู่ความสำเร็จได้เอง"


"ทำใจให้ใหญ่​ ทำใจให้มั่นคง​ ไม่ว่าจะมีสิ่งใดกระทบใจ​ ก็ไม่หวั่นไหวกับสิ่งนั้น​ ชีวิตคนกว่าจะประสบความสำเร็จต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยาก​ นั่นแหละคือความท้าทาย​ คือการสร้างบารมี​ เมื่อใดที่จิตใจมันแกร่งแกร่วแกร่งกล้าแล้ว​ ก็จะไม่มีสิ่งใดมาหยุดยั้งเราได้​ ที่สำคัญอย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ​ ให้ลุกขึ้นมาใหม่​ ล้มได้ก็ลุกได้ ทำมันขึ้นมาใหม่ด้วยหัวใจ​ สองมือ​และแข้งขาของตัวเอง​ ยืนขึ้นมาให้ได้ด้วยตัวเราเอง​ แล้วเมื่อถึงวันนั้นแหละเราจะภูมิใจเป็นที่สุด​... "


หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
วัดสันติวนาราม จ.จันทบุรี

 

สัจวาจาคือรากฐาน ของการประสบความสำเร็จ

“...สัจวาจานั้นเป็นรากฐานของการทำงาน หรือการดำรงชีวิตที่ดีที่งาม ที่มีความก้าวหน้า มีความสำเร็จ

...สัจ เป็นการตั้งใจ ตั้งจิตใจ

...วาจา เป็นคำพูดออกมา แสดงถึงคำพูดนั้นต้องออกทาจากใจ คือเป็นการตั้งใจที่จะทำอะไรเพื่อความสำเร็จในงานนั้น…”

๑๐๘ มงคล พระบรมราโชวาท เพื่อความสุขและความสำเร็จของชีวิตแบบยั่งยืน

 

"...สติมีความสำคัญที่สุด
สติมีหน้าที่ตัดสินว่าจะให้กิเลสชนะเหตุผล
หรือจะให้เหตุผลชนะกิเลส

ถ้าสติอ่อน ไม่ตั้งมั่นอยู่
ก็จะยอมให้กิเลสชนะเหตุผล
คือ กิเลสจะครองใจยิ่งกว่าเหตุผล
ชื่อว่าเชื่อกิเลสยิ่งกว่าเชื่อเหตุผล

ถ้าสติเข้มแข็งตั้งมั่นอยู่
ก็จะไม่ยอมให้กิเลสชนะเหตุผล
คือ เหตุผลจะครองใจยิ่งกว่ากิเลส
ชื่อว่าเชื่อเหตุผลยิ่งกว่ากิเลส
เป็นผู้ใช้เหตุผลยิ่งกว่าเป็นผู้ให้กิเลสใช้.."

สมเด็จพระญาณสังวรฯ

 

อดทน ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม

"...สำคัญที่สุดคือความอดทน คือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือมันครึนะ ทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่าการทำให้ดีไม่ครึ ต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอน ในความอดทนของตน ในความเพียรของตน

...ต้องถือว่าวันนี้เราทำยังไม่ได้ผล อย่าไปท้อ บอกว่าวันนี้เราทำแล้วก็ไม่ได้ผล พรุ่งนี้เราจะต้องทำอีก วันนี้เราทำ พรุ่งนี้เราก็ทำ อาทิตย์หน้าเราก็ทำ เดือนหน้าเราก็ทำ ผลอาจปีหน้า หรืออีกสองปี
หรือสามปี ข้างหน้า..."

๑๐๘ มงคล พระบรมราโชวาทเพื่อความสุขและความสำเร็จของชีวิตแบบยั่งยืน

 

“ เจ็บแล้วต้องจำ !”

ตัวทำเอง ผิดเอง นี้แหละเป็นอาจารย์ผู้วิเศษ เป็นตัวอย่างที่ดี เพื่อจะได้จดจำไว้สังวรระวังไม่ให้ผิดต่อไป แล้วตั้งต้นใหม่ด้วยความไม่เลินเล่อเผลอประมาท อดีตที่ผิดไปแล้วก็ผ่านพ้นล่วงเลยไปแล้ว แต่อาจารย์ผู้วิเศษยังคงอยู่คอยกระซิบเตือนใจอยู่เสมอทุกขณะว่า..

“ ระวัง ! อย่าประมาทนะ ! อย่าให้ผิดพลาดเช่นนั้นอีกนะ !”

ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ

"..หนทางที่จะออกจากทุกข์ได้ ให้พากันทำตรงนี้ สัมมาสมาธิ ทำจิตให้เที่ยง อย่าให้มันไปก่อภพก่อชาติ ก่อกรรมก่อเวรอะไร ใจมันสงบเพราะเป็นสมาธิ ใจตั้งมั่น ตั้งเที่ยง ตั้งตรง ใจไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสสัมผัสทั้งหลายเหล่านั้น

เวลามันจะไปนั้น มันไปเที่ยวก่อภพก่อชาติน้อยใหญ่ ดังนั้นจึงให้เข้าวัดดู เราเข้าสมาธิ เราตั้งให้แน่ว มันจะออกไปข้างหน้าเราก็รู้ จะไปข้างหลังเราก็รู้ จะออกไปทางซ้ายทางขวาทางล่างทางบน จิตของเราก็รู้ตามไป นี่คือหัดทำสมาธิเพื่อทำจิตของเราให้ตั้งมั่น

ที่เราเป็นทุกข์ เพราะมันไม่ตั้งมั่น มันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง สิ่งไหนเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ สิ่งไหนเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ตัวตน

การทำใจให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเรียกว่าสมาธิ เราจะหาอะไรทำก็ต้องหาของที่เที่ยงที่แท้ ไม่เอาของแปรผันยักย้ายจึงต้องให้ทำสมาธิ มันจึงจะรู้ เมื่อรู้แล้วก็เกิดปัญญา ไม่ใช่อื่นไกล คือความรอบรู้ในกองสังขารการปรุงการแต่ง.."

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ "อุบายแห่งวิปัสสนา"

    ธรรมชาติของดีทั้งหลาย ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี มีอุปมาดังดอกบัวปทุมชาติอันสวย ๆ งาม ๆ ก็เกิดขึ้นมาจากโคลนตมอันเป็นของสกปรกปฏิกูล น่าเกลียด แต่ว่าดอกบัวนั้น เมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่สะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชาอุปราชอำมาตย์ และเสนาบดีเป็นต้นและดอกบัวนั้น ก็มิได้กลับคืนไปยังโคลนตมอีกเลย ข้อนี้เปรียบเหมือนพระโยคาวจรเจ้า ผู้ประพฤติพากเพียรประโยคพยายาม ย่อมพิจารณาซึ่งสิ่งสกปรกน่าเกลียด จิตจึงพ้นสิ่งสกปรกน่าเกลียดได้ สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวเรานี้เอง

ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครก คือ อุจจาระ ปัสสาวะ (มูตร คูถ ทั้งปวง)สิ่งที่ออกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ก็เรียกว่าขี้ทั้งหมด เช่น ขี้หัวขี้เล็บ ขี้ฟัน ขี้ไคล เป็นต้น เมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นลงสู่อาหาร มี แกง กับ เป็นต้นก็รังเกียจต้องเททิ้งกินไม่ได้ และร่างกายนี้ต้องชำระอยู่เสมอจึงพอเป็นของดูได้ถ้าหากไม่ชำระขัดสีก็จะมีกลิ่นเหม็นสาบ เข้าใกล้ใครก็ไม่ได้ ของทั้งปวงมีผ้าแพรเครื่องใช้ต่าง ๆ เมื่ออยู่นอกกายของเรา ก็เป็นของสะอาดน่าดู แต่เมื่อมาถึงกายนี้แล้ว ก็เป็นของสกปรกไป เมื่อปล่อยไว้นาน ๆ เข้าไม่ซักฟอก ก็จะเข้าใกล้ใครไม่ได้เลย เพราะเหม็นสาบ ดังนี้จึงได้ความว่าร่างกายของเรานี้เป็นเรืองมูตร เรือนคูถ เป็นอสุภะของไม่งามปฏิกูลน่าเกลียดเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นปานนี้ เมื่อชีวิตหาไม่แล้วยิ่งจะสกปรกหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย

เพราะฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายจึงมาพิจารณาร่างกายอันนี้ให้ชำนิชำนาญด้วยโยนิโสมนสิการ ตั้งแต่ต้นมาทีเดียว คือขณะเมื่อยังเห็นไม่ทันชัดเจนก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกาย อันเป็นที่สบายแก่จริต จนกระทั่งปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือปรากฏส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วก็กำหนดส่วนนั้นให้มากเจริญให้มาก ทำให้มาก การเจริญทำให้มากนั้น พึงทราบอย่างนี้ ชาวนาเขาทำนาเขาก็ทำที่แผ่นดิน ไถที่แผ่นดิน ดำลงไปในนา ไถที่แผ่นดินดำลงไปในดิน ปีต่อมาเขาก็ทำที่ดินอีกเช่นเคย เขาไม่ได้ทำในอากาศ กลางหาว คงทำแต่ที่ดินแห่งเดียวข้าวเขาก็ได้เต็มยุ้งเต็มฉางเอง เมื่อทำให้มากในที่ดินนั้นแล้ว ไม่ต้องเรียกว่าข้าวเอ๋ยข้าว จงมาเต็มยุ้งเน้อ ข้าวก็หลั่งไหลมาเอง และจะห้ามว่า ข้าวเอ๋ยข้าวจงอย่ามาเต็มยุ้งเต็มฉางเราเน้อ ถ้าทำนาในที่นั่นเองจนสำเร็จแล้ว ข้าวก็จะมาเต็มยุ้งเต็มฉางฉันใดก็ดี พระโยคาวจรเจ้าก็ฉันนั้น คงพิจารณากายในที่เคยพิจารณาอันถูกนิสัย หรือที่ปรากฏให้เห็นครั้งแรก อย่าละทิ้งเลยเป็นอันขาด การทำให้มากนั้น มิใช่หมายแต่ว่าการเดินจงกรมเท่านั้น ให้มีสติ หรือพิจารณาในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอจึงจะชื่อว่าทำให้มาก

เมื่อพิจารณาในร่างกายนั้นจนชัดเจนแล้ว ให้พิจารณาแบ่งส่วนแยกส่วนออกเป็นส่วน ๆ ตามโยนิโสมนสิการของตน ตลอดจนกระจายออกเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำธาตุไฟ ธาตุลม แลพิจารณาให้เห็นไปตามนั้นจริง ๆ อุบายตอนนี้ตามแต่ตนจะใคร่ครวญออกอุบายตามที่ถูกจริตนิสัยของตน แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตนได้รู้ครั้งแรกนั่นเทียว พระโยคาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก อย่าพิจารณาครั้งเดียว แล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน ให้พิจารณาก้าวเข้าไปถอยออกมา เป็นอนุโลมปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิตแล้ว ถอยออกมาพิจารณากายอย่าพิจารณากายอย่างเดียวหรือสงบที่จิตแต่อย่างเดียว พระโยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้วหรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวนี้แลเป็นส่วนที่จะเป็นเอง คือจิตย่อมจะรวมใหญ่ เมื่อรวมพึบลงย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกัน คือหมดทั้งโลกย่อมเป็นธาตุทั้งสิ้น นิมิตจะปรากฏขึ้นพร้อมกันว่า โลกนี้ราบเหมือนหน้ากลองเพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่าป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์ แม้ที่สุดตัวของเราก็ต้องล้มราบเป็นที่สุดอย่างเดียวกัน พร้อมกับ "ญาณสัมปยุต คือรู้ขึ้นมาพร้อมกันในที่นี้ตัดความสนเทห์ในใจได้เลย" จึงชื่อว่า "ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความเป็นจริง"

ขั้นนี้เป็นเบื้องต้นในอันที่จะดำเนินต่อไป ไม่ใช่ที่สุด อันพระโยคาวจรเจ้าจะพึงเจริญให้มาก ทำให้มาก จึงจะเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งอีกจนรอบจนชำนาญ เห็นแจ้งชัดว่าสังขารความปรุงแต่งอันเป็นความสมมติว่า โน่นเป็นของเรา นั่นเป็นของเรา เป็นความไม่เที่ยง อาศัยอุปาทานความยึดถือจึงเป็นทุกข์ ก็แล ธาตุทั้งหลาย เขาหากมีความเป็นอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นเสื่อมไปอยู่อย่างนี้มาก่อนเราเกิดตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก็เป็นอยู่อย่างนี้ อาศัยอาการของจิตของขันธ์ ๕ ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไปปรุงแต่งสำคัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ นับเป็นอเนกชาติเหลือประมาณ มาจนถึงปัจจุบันชาติ จึงทำให้จิตหลงอยู่ตามสมมติ ไม่ใช่สมมติมาติดเอาเรา เพราะธรรมชาติทั้งหลายทั้งหมดในโลกนี้ จะเป็นของมีวิญญาณหรือไม่ก็ตาม เมื่อว่าตามความจริงแล้ว เขาหากมีหากเกิดขึ้นเสื่อมไป มีอยู่อย่างนั้นทีเดียวโดยไม่ต้องสงสัยเลย จึงรู้ขึ้นว่า ปุพฺเพสุ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ธรรมดาเหล่านี้หากมีมาแต่ก่อน ถึงว่าจะไม่ได้ฟังจากใครก็มีอยู่อย่างนั้นทีเดียว

ฉะนั้น ในข้อความนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิญาณพระองค์ว่า เราไม่ได้ฟังมาจากใครมิได้เรียนมาจากใครเพราะของเหล่านี้มีอยู่มีมาแต่ก่อนพระองค์ ดังนี้ ได้ความว่าธรรมดาธาตุทั้งหลายย่อมเป็นย่อมมีอยู่อย่างนั้น อาศัยอาการของจิตเข้าไปยึดถือเอาสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นมาหลายภพหลายชาติ จึงเป็นเหตุให้เป็นไปตามสมมตินั้น เป็นเหตุให้อนุสัยครอบงำจิตจนหลงเชื่อไปตาม จึงเป็นเหตุให้ก่อภพก่อชาติด้วยอาการของจิตเข้าไปยึด ฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้าจึงมาพิจารณาโดยแยบคายลงไปตามสภาพว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ทุกฺขา สังขาร ความเข้าไปปรุงแต่ง คืออาการของจิตนั่นแลไม่เที่ยง โลกสัตว์ เขาเที่ยง คือมีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น ให้พิจารณาอริยสัจธรรมทั้ง ๔ เป็นเครื่องแก้อาการของจิต ให้เห็นแน่แท้โดยปัจจักขสิทธิว่า ตัวอาการของจิตนี้เองมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ตัวอาการของจิตนี้เองมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงหลงตามสังขารเมื่อเห็นจริงลงไปแล้วก็เป็นเครื่องแก้อาการจิต จึงปรากฏขึ้นว่า สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิสังขารทั้งหลายที่เที่ยงแท้ไม่มี สังขารเป็นอาการของจิตต่างหากเปรียบเหมือนพยับแดดส่วนสัตว์เขาก็อยู่ประจำโลกแต่ไหนแต่ไรมา

เมื่อรู้โดยเงื่อน ๒ ประการ คือรู้ว่าสัตว์ก็มีอยู่อย่างนั้น สังขารก็เป็นอาการของจิตเข้าไปสมมติเขาเท่านั้น ฐิติภูตํ จิตตั้งอยู่เดิมไม่มีอาการเป็นผู้หลุดพ้นได้ความว่า ธรรมดาหรือธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน จะใช่ตนอย่างไร ของเขาหากเกิดมีอยู่อย่างนั้น ท่านจึงว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน ให้พระโยคาวจรเจ้าพึงพิจารณาให้เห็นแจ้งประจักษ์ตามนี้ จนทำให้รวมพับลงไปให้เห็นจริงแจ้งชัดตามนั้น โดยปัจจักขสิทธิพร้อมกับญาณสัมปยุตต์ปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน จึงเชื่อว่าวุฏฐานคามินีวิปัสสนา ทำในที่นี้จนชำนาญเห็นจริงแจ้งประจักษ์ พร้อมกับการรวมใหญ่และญาณสัมปยุตต์ รวมทวนกระแสแก้อนุสัยสมมติเป็นวิมุตติ หรือรวมลงฐิติจิต อันเป็นอยู่มีอยู่อย่างนั้นจนแจ้งประจักษ์ในที่นั้น ด้วยญาณสัมปยุตต์ว่า ขีณา ชาติ ญาณนํ โหติดังนี้ ในที่นี้ไม่ใช่สมมติ ไม่ใช่ของแต่งของเดาเอา ไม่ใช่ของอันบุคคลพึงปรารถนาเอาได้เป็นของที่เกิดเองเป็นเอง รู้เองโดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะด้วยการปฏิบัติอันเข้มแข็งไม่ท้อถอย พิจารณาโดยแยบคายด้วยตนเอง จึงจะเป็นขึ้นมาเอง

  ท่านเปรียบเหมือนต้นไม้ต่าง ๆ มีต้นข้าว เป็นต้น เมื่อบำรุงรักษาต้นมันให้ดีแล้ว ผลคือรวงข้าว ไม่ใช่สิ่งอันบุคคลพึงปรารถนาเอาเลย เป็นขึ้นมาเอง ถ้าแลบุคคลมาปรารถนาแต่รวงข้าว แต่หาได้รักษาต้นข้าวไม่ เป็นผู้เกียจคร้าน จะปรารถนาจนวันตาย รวงข้าวก็จะไม่มีขึ้นมาให้เลยฉันใด วิมุตติธรรมก็ฉันนั้น แลมิใช่สิ่งอันบุคคลจะพึงปรารถนาเอาได้คนผู้ปรารถนาวิมุตติธรรม แต่ปฏิบัติไม่ถูกหรือไม่ปฏิบัติ มัวเกียจคร้านจนตัวตายจะประสบวิมุตติธรรมไม่ได้เลย ด้วยประการฉะนี้

“..สัจจธรรมข้อนี้ใครๆก็พ้นไปไม่ได้ นั่งอยู่ก็ตาย นอนอยู่ก็ตาย กินอยู่ก็ตาย ไม่กินก็ตาย เจ็บป่วยอยู่ก็ตาย ไม่เจ็บไม่ป่วยมันก็ตาย ความตายมันมีอยู่ทุกฐานะทุกสถานที่

ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันครอบงำเราอยู่ทุกเมื่อ พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงเสีย แม้อบายโลก เขาก็ฆ่ากันกินกันอยู่ ความตายจึงไม่มีที่จะหลีกเร้นซ่อนหนี

ที่พึ่งอย่างอื่นไม่มีนอกจาก พุทฺธํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ สงฆํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เราต้องหาที่พึ่งอันประเสริฐไว้เสียแต่บัดนี้ แต่ยังมีชีวิตอยู่อย่างนี้ ยังแข็งแรงอยู่อย่างนี้ ถ้าร่างกาย จิตใจมันไม่อำนวยแล้วจะไปคิดถึงอะไร จะไปยึดไปถือเอาอะไรเป็นที่พึ่ง มันยาก..”

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

"..นิพพาน เป็นความดับกิเลสเหตุแห่งกองทุกข์
นิพพาน เป็นความเย็นจากกิเลสในกองทุกข์
กิเลสเป็นของร้อน ความทุกข์ก็เป็นของร้อนอยู่อย่างนี้
ควรรีบคืนคลายละโลกามิส พอใจในพระนิพพาน

นิพพาน คำนี้ มีคุณค่าสูงสุดเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

ปัญญาชนควรจะรู้ควรจะเข้าใจควรจะประพฤติ
ควรจะเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิด ให้มี
ให้เป็นขึ้นในสันดาน เพื่อเป็นธรรมดับความร้อน
คือกิเลสและกองทุกข์ เป็นธรรมที่จะทำให้ชีวิต
จิตใจทั้งหมดเป็นของเยือกเย็น..."

ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า

 

วสี ๕

ให้ชำนาญใน "วสีห้า" คือ

๑. ให้ชำนาญในการพิจารณาอารมณ์ ไม่ว่าอารมณ์ใดๆ ใกล้ไกล หยาบละเอียด ให้พิจารณาให้ได้ให้เห็นชัดเหมือนกันหมด

๒. ให้ชำนาญในการเข้าจิต คือเข้าฌาน-สมาธิให้ได้ในอิริยาบทใด อยู่ในสถานที่ใดก็ให้เข้าให้ได้ทุกขณะ

๓. ให้ชำนาญในการตั้งอยู่ของจิต คือเมื่อจิตเข้าฌาน-สมาธิได้แล้ว จะให้จิตนั้นตั้งอยู่ในขั้นใดภูมิใด ช้านานสักเท่าไรก็ได้ตามประสงค์

๔. ให้ชำนาญในการตรวจตราชั้นภูมิของจิตทั้งของตนแลของคนอื่น

๕. ให้ชำนาญในการถอนจิต คือจิตเข้าถึงฌาน-สมาธิแล้ว เวลาจะถอนออกจากนั้นมา ให้รู้จักลักษณะอาการนั้นๆของจิต มิใช่เวลาจะถอนปุ๊บปั๊บถอนออกมาเลย

ผู้ชำนาญในวสีห้านี้ ฌาน-สมาธิของผู้นั้นจะไม่มีเสื่อมเลย

พระพุทธองค์จึงทรงตรัสย้ำว่า "ภาวิตา พหุลีกตา อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ" แปลว่า ท่านทั้งหลายจงทำให้มาก เจริญให้ยิ่ง จึงจะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ เพื่อความดับทุกข์ดังนี้

คือพระองค์ประสงค์ว่า ทั้งผู้ที่กำลังเจริญอยู่ก็ดีหรือผู้ที่เจริญเป็นไปแล้วก็ดีในกรรมฐานหรือฌาน-สมาธิ-วิปัสสนาใดๆ ก็ตาม ไม่ให้ประมาท จงพากันเจริญอยู่เสมอๆ เพราะสิ่งที่จะยั่วยวนชวนให้เราหลงใหลมีอยู่รอบตัวในตัวของเรานี้ตลอดกาล

"..ผู้เจริญศีลดีแล้วย่อมมีสมาธิเป็นผล เป็นอานิสงส์ใหญ่

ผู้เจริญสมาธิดีแล้ว ย่อมมีปัญญาเป็นผล เป็นอานิสงส์ใหญ่

ผู้เจริญปัญญาดีแล้ว ย่อมทำจิตให้สงบพ้นจากอาสวะ..."

 

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

 

 

ในทางปฏิบัติที่ว่า ปฏิบัติจิต ปฏิบัติใจ โดยให้ใจอยู่กับใจนี้ ก็คือให้มีสติกํากับใจให้เป็นสติถาวร

ไม่ใช่เป็นสติคล้ายๆ หลอดไฟที่จวนจะขาด เดี๋ยวก็สว่างวาบ เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็สว่าง แต่ให้มันสว่างติดต่อกันไปตลอดเวลา

เมื่อสติมันติดต่อกันไปอย่างนี้แล้ว ใจมันก็มีสติควบคุมอยู่ตลอดเวลา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อยู่กับตัวรู้ตลอดเวลา"

ตัวรู้ก็คือ "สติ" นั่นเอง หรือจะเรียกว่า "พุทโธ" ก็ได้

พุทโธที่ว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ก็คือตัวสตินั่นแหละ

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

"ผมก็เคยปฏิบัติมานานพอสมควรได้ ๔๐-๕๐ ปีกว่าแล้ว

กลัวก็เคยกลัว กล้าก็เคยกล้า รักก็เคยรัก ชังก็เคยชัง เกลียดก็เคยเกลียด โกรธก็เคยโกรธ เพราะหัวใจมี มิใช่คนตายพระตาย แต่ก็พยายามทรมานตนเต็มความสามารถไม่ท้อถอยตลอดมา

สิ่งเหล่านี้ที่เคยมีอำนาจก็ทลายลงด้วยอำนาจความเพียรของผู้กล้าตาย

ไม่มีอะไรมาแอบซ่อนอยู่ในใจได้ อยู่ที่ไหนก็สบายหายกังวล ไม่มีอะไรมาก่อกวนให้หลงกลัวหลงกล้า หลงรักหลงชัง หลงเกลียด หลงโกรธ อันเป็นเรื่องไฟกิเลสทั้งกองเผาใจดังที่เคยเป็น

ที่กล่าวมานี้ จะเพราะเหตุอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะการฝึกทรมานใจให้อยู่ใต้อำนาจแห่งเหตุผล คืออรรถธรรม"

 

".... สังขาร ความปรุงแต่ง อันเป็นความสมมติ
ว่าโน่นเป็นของของเรา โน่นเป็นเรา เป็นความไม่เที่ยง
อาศัยอุปทานความยึดถือ จึงเป็นทุกข์

ก็แล ธาตุทั้งหลายเขาหากมี หากเป็นอยู่อย่างนี้
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เกิดขึ้น เสื่อมไปอยู่อย่างนี้ มาก่อนเราเกิด
ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ก็เป็นอยู่อย่างนี้

อาศัยอาการของจิต ของขันธ์ ๕
ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ไปปรุงแต่ง สำคัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ
นับเป็นอเนกชาติเหลือประมาณ มาจนถึงปัจจุบันชาติ
จึงทำให้จิตหลงอยู่ตามสมมติ..."

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

..อันผู้พิจารณาทุกข์ เมื่อเห็นสภาพตามเป็นจริงแล้ว ทุกข์นั้นไม่ใช่มันจะมาครอบงำผู้ที่เห็นทุกข์

แต่การพิจารณาทุกข์นั้น กลายเป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่ มันเป็นการฟอกฝนจิตใจให้ใสสะอาด อันเป็นบ่อเกิดของปัญญา ให้ฉลาดเฉียบแหลมขึ้น..”

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

"หนังสือตัวเล็กๆ มันเรียนง่าย
เรียนแล้วก็หลง
เรียนตัวใหญ่ คือ
เรียนกาย เรียนใจของตัวเอง
ถ้าได้ตัวนี้ละ ไม่มีหลง"

พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
ถ่ายทอดคำสอนหลวงปู่มั่น

 

 


“การทำบุญทั้งหมดนั้น ต้องการให้จิตเรามันเป็นบุญ

ถ้าจิตเรามันเป็นบุญแล้ว อยู่ที่ไหน ทำบุญที่ไหน

บุญ มันจะเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ต้องฉลอง

ไม่ต้องให้คนรู้ ไม่ต้องให้คนเห็น ไม่ต้องมีอะไรไปเพิ่มเติม”

 

..สิ่งทั้งหลายที่จิตคิดไป ทุกสิ่งทุกอย่าง
เหล่านี้ ล้วนเป็นสังขารทั้งหมด

เมื่อรู้แล้วท่านให้วาง

เมื่อรู้แล้วท่านให้ละ

ให้รู้สิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริง
ถ้าไม่รู้ตามความเป็นจริงก็ทุกข์ ...

 

"ไม่เห็นทุกข์ มันก็ไม่รู้จักทุกข์
ไม่รู้จักทุกข์ มันก็เอาทุกข์ออกไม่ได้"

 

..ความเป็นจริง หลักธรรมะ ท่านสอนให้พวกเราทั้งหลาย
ปฏิบัติเพื่อเห็นอนัตตา คือเห็นตัวตนนี้ว่ามันเป็นของว่าง
ไม่ใช่เป็นของมีตัวตน เป็นของว่างจากตัวตน

แต่เราก็มาเรียนกันให้มันเป็นตัวเป็นตน
ก็เลยไม่อยากจะให้มันทุกข์ ไม่อยากจะให้มันลำบาก
อยากจะให้มันสะดวก อยากจะให้มันพ้นทุกข์

ถ้ามีตัวมีตนมันจะพ้นทุกข์เมื่อไร ? .."

 

“ถ้าอยากปล่อยวาง อย่าอ้างเหตุผล
ต้องอยู่เหนือเหตุเหนือผล วางเหตุผลไปก่อน
เพราะถ้าเรายึดมั่นถือมั่นว่า เขาทำแบบนั้นไม่ดี
ทำแบบนี้ไม่ถูก เขาทำร้ายเรา
ก็ไม่มีวันเลย ที่เราจะอภัยให้เขาได้

แต่ถ้าเข้าใจหลักที่ว่า กรรมใครกรรมมัน ใครทำใครได้
เราทุกคนเป็นทายาทของกรรมที่เราทำไว้เอง
เราไม่ต้องโกรธ ต้องเกลียดใครหรอก
ส่วนหนึ่งที่เราโดนแบบนี้ นี่ก็ผลของกรรมเก่าเราเอง”

 

หลวงปู่ชา สุภัทโท

 

คำว่า “ไม่สบายใจ” อย่าใช้

และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป “Let it go , and get it go!”

ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้

ถ้าเผลอไป มันแอบเข้ามาอยู่ในใจได้ พอมีสติรู้สึกตัว ว่าความไม่สบายใจเข้ามาแอบอยู่ในใจ ต้อง Get it out! ขับมันออกไปทันที

อย่าเลี้ยงความไม่สบายใจไว้ในใจ มันจะเคยตัว

ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต

https://scontent.fbkk8-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-0/s480x480/14462914_1274840469215712_2295795531776338551_n.jpg?oh=227a8fb50ed0eb19c686d5b4d68fb245&oe=58677B22

"..การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าไม่มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไป ให้สิ้นไปแล้ว ก็ไม่มีทางพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากโลกนี้ได้

ถ้าเราบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาอย่างเดียวให้หมดให้สิ้นไปคือที่ว่าพ้นไปจากโลก เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์โดยแท้ ไม่ต้องมีความสงสัยเลย.."

หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ

 

ถ้าเห็นชัดจริงๆ ในเรื่องของร่างกายบุคคลอื่นและร่างกายเรา

ว่าเป็นสักแต่ว่าธาตุ ตามธรรมชาติ จิตมันก็จะวางได้โดยสมบูรณ์

คือวางความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายตน

วางความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายบุคคลอื่น

วัตถุธาตุทั้งหลาย มันจะเห็นเป็นสักแต่ว่าธาตุ ตามธรรมชาติ


พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

ความเห็นที่ถูกนั้น คือ

“การเห็นจิตตามความเป็นจริง เห็นกายตามความเป็นจริง”

คือเห็นธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของตน

และของคนอื่นสักแต่ว่าเป็นธาตุ

ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตนตัว เราเขา

และเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ถ้าเราสามารถเห็นได้แบบนี้แล้ว

เรียกว่า “เห็นกายตามความเป็นจริง”

 

หลวงปู่คำดี ปภาโส

=====================================================

 

"จงปฏิบัติอย่างคนโง่ อย่าปฏิบัติอย่างคนรู้มาก
เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติคือ เพื่อความว่างจากกิเลส
ว่างจากความยึดมั่นหมายมั่นต่างๆ เพื่อความเบาสบาย
ความปลอดโปร่ง และไม่ต้องแบก..แม้กระทั่งความดี"

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

 

 

ความเชื่อผิดๆ เรื่องการใส่บาตรและถวายสังฆทาน อาหาร ยา ฯลฯ "


ถาม : การใส่บาตร และ การถวายอาหาร แด่พระควรเป็นอาหารสด แต่ถ้าบางคนการถวายมาม่าหรือของแห้งที่จะต้องเอาไปประกอบอาหารใหม่จะบาปหรือไม่?

ตอบ : ไม่บาปหรอก เพียงแต่ว่าพระท่านเก็บไว้ไม่ได้

อาหาร ที่เป็นอาหารนี้ ท่านเก็บไว้ได้เพียงแค่ช่วงระยะเที่ยงวันเท่านั้นเอง หลังจากเที่ยงวันแล้ว ส่วนที่เป็นอาหารนี้ ท่านต้องสละไปหมด เพราะพระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้พระสะสมของไว้ในกุฏิของตน แต่ทรงอนุญาตให้สะสมไว้ในคลังของวัดได้ เช่น ถ้าญาติโยมอยากจะถวายของให้เก็บไว้นานๆ อย่าไปใส่บาตร อย่าไปประเคนกับมือ

อย่างที่อาตมารับของนี้ ส่วนใหญ่จะให้วางไว้เฉยๆ ถ้าญาติโยมวางไว้เฉยๆนี้ ถือว่าพระยังไม่ได้รับประเคน พระยังเอาไปใช้ไม่ได้ แต่เก็บไว้ได้ตลอดเวลาไม่มีวันหมดอายุ เวลาต้องการจะใช้ก็ให้ลูกศิษย์หยิบมาประเคนให้ จึงจะใช้ได้ แต่..ถ้ารับประเคนด้วยมือเอง ของมันจะมีอายุ

ของพระ ท่านแบ่งไว้ 3 ชนิดด้วยกัน

1) “อาหาร” – ชนิดอาหารนี้มีอายุแค่..ถึงเที่ยงวัน

หลังจากเที่ยงวันไปแล้ว ถึงแม้รับตอนนี้ก็หมดอายุทันทีเลย ใครถวายมาม่า ถวายปลากระป๋องมา รับปั๊บนี้ก็ต้องสละแล้ว เก็บไว้กินพรุ่งนี้ไม่ได้ เรียกว่า อาหาร

ดังนั้นถ้าของเป็นอาหารอยากจะถวายพระให้เก็บไว้นานๆ เอาวางตั้งไว้เฉยๆ ตั้งไว้ตรงหน้าก็ได้ บอกขอถวาย อันนี้ก็ได้เท่ากับถวายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องทำให้มันถูกพระวินัย พระยังไม่ถือว่าเป็นของของตน เป็นของของส่วนกลางอยู่ ถือเป็นของคณะสงฆ์ แต่เวลาต้องการจะใช้ค่อยให้ลูกศิษย์มาประเคน เอาไปเก็บไว้ที่กุฏิไม่ได้ ต้องเก็บไว้ที่ที่เก็บของของวัด วัดจะมีที่ที่เก็บของส่วนกลางไว้ ของทั้งหมดที่ไม่ได้รับประเคนก็ให้เอาไปไว้ที่นั่น เวลาจะใช้ค่อยให้ลูกศิษย์เอามาประเคนให้อีกที พวกอาหารก็มีอายุเพียงครึ่งวัน เช้าถึงเพล

2) “เภสัช ตามพระกำหนดมี 5 ชนิด คือ พวกน้ำตาล น้ำอ้อย เนยข้น เนยใส น้ำผึ้ง”

– ท่านอนุญาตถ้ารับประเคนนี้ท่านให้เก็บไว้ได้ ๗ วัน และฉันได้ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงถือว่าเป็นยา

– สมัยก่อนเขาคงกินพวกยา พวกนี้รักษาอาการเจ็บท้องปวดท้อง มันคงจะไปเคลือบกระเพาะหรือไปทำอะไร ท่านก็เลยอนุญาตให้มีเภสัช 5 ชนิดด้วยกัน (พวกน้ำตาล น้ำอ้อย เนยข้น เนยใส น้ำผึ้ง)

– พวกนี้เก็บไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน พอหลังจาก 7 วันแล้วถ้ายังมีเหลืออยู่ ก็ต้องสละให้คนอื่นไป

– สละให้กับพระด้วยกันไม่ได้ ต้องสละให้ฆราวาสญาติโยมไป ลูกศิษย์ลูกหาไป หรือเอาไปทำบุญทำทานไป

3) “ยา(รักษาอาการเจ็บป่วย) “ จริงๆ เช่น ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาอะไรต่างๆ

– เก็บไว้ที่กุฏิด้วย เพราะเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมันจะได้หยิบได้ทันท่วงที

– ถ้าเป็นยานี้ถวายได้ตลอดเวลา และเก็บไว้ได้ตลอดเวลาไม่มีวันเสื่อม นอกจากตามที่เขาเขียนไว้ที่ในสลาก เสื่อมไปตามวันที่เขาเขียนไว้ในสลากเท่านั้น

นี่คือเรื่องของการประเคนของให้กับพระ เราต้องรู้จักแยกแยะ แต่สมัยนี้ญาติโยมไม่รู้กันก็เลยรวมกันหมดเลยที่เขาใส่ในกระเเป๋งสีเหลืองนี้ เขาอยากจะถวายให้ครบทั้ง 4 คือ ปัจจัย 4 ยาก็ใส่เข้าไป อาหารก็ใส่เข้าไป จีวรก็ใส่เข้าไป ถึงแม้จีวรจะเอามาห่มไม่ได้ อย่างน้อยก็เป็นผ้าเหลืองๆ ชิ้นหนึ่งก็ถือว่าเป็นจีวรแล้ว กระเเป๋งก็คงถือว่าของถวายมั๊ง… ไว้ครอบหัวเวลาฝนตก

– ทำบุญก็อยากจะถวายปัจจัย 4 ให้ครบ เขาก็เลยใส่มา แล้วมาถึงก็บังคับให้พระรับประเคน ให้วางไว้เฉยๆ ก็กลัวว่าไม่ได้บุญอีก

– บางทีบางคนขนกลับไปก็มี พอบอกว่า “ให้วางไว้เฉยๆ ได้ถวายแล้ว” ฉันไม่ได้บุญ ท่านไม่รับฉันไม่ได้บุญ ฉันไปดีกว่าไปถวายที่อื่นดีกว่า อย่างนั้นก็มีเพราะการไม่รู้ ไม่มีการสอนไม่มีการบอก

– แล้วพระที่มาบวชใหม่ทีหลังก็ไม่รู้เรื่อง เขาเอาอะไรมาถวายก็รับประเคนหมด แล้วเขาก็แบบถือว่าไปว่ากันใหม่ คือตอนนี้รับประเคนแบบหลอกๆไปก่อน รับประเคนให้ญาติโยมดีอกดีใจ แล้วค่อยไปแยกแยะของทีหลัง ของที่เป็นอาหารก็เก็บไว้ส่วนหนึ่ง ถ้าอยากจะได้อะไรค่อยให้ลูกศิษย์มาประเคนให้ใหม่ เขาทำกันแบบนี้

ซึ่งทางสายวัดป่าท่านไม่ทำ ท่านทำแบบไม่หลอก ทำแบบจริงๆ เลย บอกประเคนไม่ได้ก็ประเคนไม่ได้ วางไว้ต้องวางไว้ เพื่อจะได้สอนญาติโยมไปในตัว

– ญาติโยมที่ไปทำบุญที่วัดป่าจึงได้บุญด้วย ได้ปัญญาด้วย ได้บุญ คือ ความสุขใจ แล้วก็ได้ปัญญาได้ความรู้ที่ถูกต้องในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ส่งเสริมพระให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แทนที่จะส่งเสริมให้พระปฏิบัติผิดพระธรรมวินัย เพราะด้วยความเกรงใจญาติโยม

นี่คือเรื่องของการถวายของ ที่เราต้องควรจะศึกษา.

_________________________

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวราราม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

 

 

.ธรรมะสวัสดีเช้านี้..
ถาม: ..การประเคนสิ่งของแก่พระภิกษุสามเณรที่ถูกต้องควรทำอย่างไร
ตอบ: ..การถวายสิ่งของต่างๆให้แก่พระภิกษุรับเรียกว่า การประเคนสิ่งของ เราควรทำความเข้าใจให้รู้ก่อนว่าทำอย่างไร ถึงจะเหมาะสมและถูกต้องดี ในการประเคนของนั้น ขนาดและน้ำหนักของสิ่งที่จะประเคนนั้น ควรเป็นสิ่งของพอที่บุรุษมีกำลังยกคนเดียวได้ หรือไม่หนักเกินไป เพื่อจะยกประเคนได้สะดวก และพระก็รับประเคนได้สะดวกเช่นกัน หากทายกจัดเตรียมสิ่งของเหล่านั้นเสร็จแล้ว พระก็นั่งเรียบร้อยดีแล้ว เราก็ถือสิ่งของเหล่านั้นเข้าไปใกล้ ให้ได้หัตถบาท คือให้ห่างกันประมาณ 1 ศอกคืบ หรือ 2 ศอก พอเหมาะสมกับสถานที่นั้นๆ แล้วยกของนั้นประเคนพระภิกษุ..ให้สูงพอแมวลอดได้..พระภิกษุก็น้อมรับสิ่งของ ที่โยมถวายแก่ตนด้วยความเคารพเช่นกัน ..
..การรับประเคนสิ่งของนั้น ถ้าโยมยกของถวายสองมือ พระก็ต้องรับสองมือ ถ้าโยมยกของถวายมือเดียวพระก็รับของมือเดียวเช่นกัน จึงถือว่าถูกต้องในการประเคนสิ่งของสำหรับโยมผู้ชาย..ถ้าหากว่าเป็นโยม ผู้หญิงประเคนสิ่งของ ก็ควรจะนั่งห่างจากพระภิกษุประมาณสองศอก ให้เหมาะสมกับสถานที่นั้นๆ พระภิกษุเมื่อรับประเคนสิ่งของจากโยมผู้หญิง ก็ควรมีผ้าสำหรับรับประเคน แล้ววางผ้านั้นลงตรงที่หน้าของตนให้เรียบร้อย โยมผู้หญิงก็น้อมนำสิ่งของที่ถวายพระวางลงบนผ้า ที่พระท่านจัดปูไว้นั้นด้วยความเคารพ ถ้าโยมยกของถวายสองมือ พระต้องจับผ้าสองมือ ถ้าโยมยกของถวายมือเดียว พระก็จับผ้ามือเดียวเช่นกัน ด้วยความเคารพในสิ่งของที่ตนบริจาคทานด้วยกันทั้งสองฝ่าย จึงเรียกว่าเป็นการประเคนสิ่งของให้พระภิกษุอย่างถูกต้อง แลดูสวยงามเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา เมื่อประเคนสิ่งของเรียบร้อยแล้ว ควรกราบหนึ่งครั้ง เพื่อเป็นการเคารพในกองบุญของตน หรือสถานที่ไม่เหมาะสมที่จะกราบ จะไหว้หนึ่งครั้งก็ได้..

 

ทาน ที่พร้อมด้วยองค์ ๔ คือ
๑.วัตถุสมบัติ ได้มาด้วยความสุจริต
๒.เจตนาสมบัติ ประกอบด้วยใจที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง
๓.คุณสมบัติ ผู้ให้ต้องมีกายสุจริต๓ วจีสุจริต๔ และมโนสุจริต๓
๔. ผู้รับก็ต้องมีคุณธรรม คือ ศีล๕ ศีล๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ เป็นต้น

 

ตัวผู้ให้มีองค์๓ ก็เหมือนกับก้อนเส้า ๓ ก้อน
ผู้รับมีอีกองค์หนึ่งก็เป็นภาชนะที่วางบนก้อนเส้า
เมื่อทานนั้นกอปรด้วยองค์ ๔ ดังนั้นเมื่อใด
พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ
"ของดีนั้นทำนิดเดียวก็เป็นมาก
ของไม่ดีทำมากก็เป็นน้อย
ของดีด้วยทำมากด้วยยิ่งดีเลิ
"
 

เรา ผู้มีโอกาสวาสนาพอประมาณ ได้อุบัติเกิดมาเป็นร่างมนุษย์มีอวัยวะสมบูรณ์ ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาแต่ ปุพเพ จ กตปุญฺญตา คือ เคยสั่งสมคุณงามความดีสืบทอดกันมาเป็นลำดับ จนปรากฏผลเป็นผู้มีคุณค่ายิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย นับว่าเป็นผู้มีคุณค่าอันดับหนึ่ง อันดับต่อไป โปรดพยายามนำเอาผลกำไรอันเกิดจากกรรมดีนี้เป็นต้นทุนหมุนหาความดี ได้แก่การบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ให้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นภายในกาย วาจา ใจ ก็จะเพิ่มพูนความดีขึ้นไปอีกไม่มีสิ้นสุด แม้จะยังมีการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอยู่ เราก็พอ มีทางหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ได้พอประมาณ และมีโอกาสประสบสุขในวงของสัตว์ผู้มีความทุกข์เช่นเดียวกับเรา จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง คือความพ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง

 แต่ ผู้มีความมุ่งหน้าพยายามแก้ไขตนให้พ้นจากทุกข์ในชาติปัจจุบันนี้ จะไม่ขอมาสู่กำเนิดอันเป็นภพเกิดแล้วต้องตายในโลกทนทุกข์ทรมานนี้แล้ว ผู้นั้นโปรดมีเข็มทิศคือใจมุ่งมั่นต่อความเพียร การรักศีลก็ ไม่มีสิ่งใดจะรักยิ่งไปกว่า แม้ชีวิตจิตใจก็ยอมพลีได้เพื่อศีลที่รักยิ่งนั้น ไม่ย่อมล่วงเกินฝ่าฝืนทั้งที่แจ้งและที่ลับ ทางด้านสมาธิ คือการอบรมใจเพื่อความสงบ ปราศจากข้าศึกอันเป็นเหตุที่จะบ่อนทำลายความสุขภายในใจ ก็พยายามอบรมให้เกิดมีขึ้นด้วยความเพียรไม่ลดละ

การอบรมใจเพื่อความสงบ จะกำหนดอาการส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย หรือจะกำหนดใจตามรู้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็ดี จะกำหนดธรรมบทใดบทหนึ่งมีพุทโธ เป็นต้น ที่ถูกกับจริตของตนก็ดี หรือจะกำหนดลมหายใจเข้าออกซึ่งปรากฏอยู่กับตัวทุกขณะก็ดี จงเป็นผู้มีสติรอบคอบ รอบรู้กับอาการแห่งธรรมที่ตนกำหนดพิจารณาอยู่ จนปรากฏเป็นปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรม คือจิตกับบทธรรมสัมปยุตกันอยู่ด้วยสติทุกขณะที่ทำการอบรม อย่าให้พลั้งเผลอ จนปรากฏว่าจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน ไม่มีการแตกแยกจากกันแม้ขณะเดียว จะเป็นไปเพื่อความสงบ และพ้นทุกข์ไปโดยลำดับในชาตินี้โดยไม่ต้องสงสัย ที่อื่นซึ่งเป็นสถานที่จะรับรองโดยถูกต้องนั้นจะไม่มีนอกไปจากหลัก ศีล สมาธิ ปัญญาที่ทำงานอยู่ในวงแห่งธรรมดังกล่าวแล้ว

ขอ ท่านจงภาคภูมิใจในความเป็นอยู่ และความพากเพียรของท่านเถิด เราอนุโมทนากับท่านเป็นอย่างยิ่งที่เป็นมนุษย์ฉลาด สามารถปลีกตนออกจากโลกอันเต็มไปด้วยความเกลื่อนกล่นวุ่นวาย มาบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดคน พ้นทุกข์ไปแต่ผู้เดียว

การสั่งสม “วัฏฏะ ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับเรื่องความเกิด ความตาย ซ้ำๆ ซากๆ ไม่มีวันเลิกแล้วนั้น เป็นทางเดินของคนโง่ซึ่งหาทางไปไม่ได้ เดินกันต่างหาก ซึ่งมิใช่ทางอันประเสริฐเลิศเลออะไรเลย ส่วนท่านกำลังดำเนินตามเส้นทางของท่านผู้เห็นภัยในความทุกข์ ทำไมท่านจึงไปชมเชยผู้กำลังหลงอยู่ในความทุกข์อย่างนั้นเล่า”

 

“การทำความเพียร เพื่อสมณธรรมให้จิตใจได้รับความสงบ เห็นโทษเห็นภัยในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นความชอบธรรมแล้ว ที่ท่านกำลังดำเนินอยู่เวลานี้ จะมีใครเล่าเป็นผู้มีจิตใจสูงส่ง เสาะแสวงหาความหลุดพ้นอย่างท่านนี้ ท่านควรจะยินดีในการบำเพ็ญของท่าน เพราะทำให้ท่านเป็นผู้มีคุณค่ามากในการที่ท่านบำเพ็ญอยู่เช่นนี้”

พระวัชชีบุตร กลับได้สติทันที เมื่อถูกเทวดาเตือนเช่นนั้น แล้วบำเพ็ญธรรมต่อไปด้วยความห้าวหาญตลอดคืน ปรากฏว่าท่านได้บรรลุถึงที่สุดแห่งธรรมในคืนวันนั้น

 

"..สติปัฏฐาน ๔

คือฐานที่ตั้งแห่งสติ พูดง่ายๆ ถ้าจิตเราได้ตั้งอยู่กับกายนี้แล้ว สติบังคับสติไว้กับกายนี้แล้ว ปัญญาท่องเที่ยวอยู่ในสกลกายนี้แล้ว เรียกว่าได้เดินทางในองค์แห่งอริยสัจอย่างสมบูรณ์

ทุกข์ ก็เป็นอันที่จะรู้เท่าทันในองค์แห่งอริยสัจนี้

สมุทัย ก็เป็นอันว่าจะได้ละได้ถอนกันอยู่ในองค์แห่งอริยสัจนี้

มรรค ก็เป็นอันว่าเราได้บำเพ็ญอยู่ในตัวของเรา พร้อมกับเวลาที่เราบังคับจิตใจหรือไตร่ตรองในธาตุขันธ์ของเรานี้

นิโรธะ ความดับไปแห่งความทุกข์ จะแสดงให้เราเห็นเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ชั้นหยาบที่สุด ชั้นกลาง จนกระทั่งถึงชั้นสูงสุด ไม่ได้นอกเหนือไปจากสติปัฏฐานทั้งสี่ เพราะเหตุนั้น สติปัฏฐานทั้งสี่ จึงเป็นทางเดินของพระอริยเจ้าทุกๆประเภท

กาย หมายถึง อวัยวะของเราทุกส่วนที่เรียกว่ากองรูป
เวทนา คือ ความสุข ความทุกข์และเฉยๆ
จิต หมายถึง เจตสิกธรรมที่ปรุงขึ้นไม่ขาดวรรคขาดตอน
ธรรม หมายถึง อารมณ์ที่เป็นเป้าหมายของใจ

นี่เรียกว่าสติปัฏฐาน ๔ บรรดาพระอริยเจ้าทุกๆ ประเภท ได้ถือสติปัฏฐาน ๔ เป็นอารมณ์ของใจ.."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

เราควรอ่านตำรับตำรามากๆ หรือศึกษาพระไตรปิฎกด้วยหรือไม่ ครับ ในการฝึกปฏิบัตินี่ ?

“..พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่อาจค้นพบได้ด้วยตำราต่างๆ

ถ้าท่านต้องการจะรู้เห็นจริงด้วยตัวของท่านเองว่า พระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ท่านไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับตำรับตำราเลย

จงเฝ้าดูจิตของท่านเอง พิจารณาให้รู้เห็นว่า ความรู้สึกต่างๆ (เวทนา) เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร

ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร

อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย จงมีสติอยู่เสมอเมื่อมีอะไรๆเกิดขึ้นให้ได้รู้ได้เห็น นี่คือทางที่จะบรรลุถึงสัจจธรรมของพระพุทธองค์

จงเป็นปกติธรรมดาตามธรรมชาติ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำขณะอยู่ที่นี่เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรมะทั้งหมด เมื่อท่านทำวัตรสวดมนต์อยู่ พยายามให้มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถนหรือล้างส้วมอยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะอยู่ในการเทกระโถนนั้น อย่ารู้สึกว่าท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่เฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิเท่านั้น

พวกท่านบางคนบ่นว่าไม่มีเวลาพอที่จะทำสมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอไหม?

การทำสมาธิภาวนาของท่าน คือการมีสติระลึกรู้ และการรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรมชาติในการกระทำทุกอิริยาบถ..”

 

..ความเป็นจริง หลักธรรมะ ท่านสอนให้พวกเราทั้งหลาย
ปฏิบัติเพื่อเห็นอนัตตา คือเห็นตัวตนนี้ว่ามันเป็นของว่าง
ไม่ใช่เป็นของมีตัวตน เป็นของว่างจากตัวตน

แต่เราก็มาเรียนกันให้มันเป็นตัวเป็นตน
ก็เลยไม่อยากจะให้มันทุกข์ ไม่อยากจะให้มันลำบาก
อยากจะให้มันสะดวก อยากจะให้มันพ้นทุกข์

ถ้ามีตัวมีตนมันจะพ้นทุกข์เมื่อไร ? .."

หลวงปู่ชา สุภัทโท

 

"..แม้ท่านผู้เจริญวิปัสสนาญาณก้าวไปสู่ระยะไกล เขาก็ไม่ทิ้งลมหายใจเข้าหายใจออก

การเจริญพระกรรมฐานตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งจบความเป็นอรหันต์ และก็ทรงความเป็นพระอรหันต์แล้ว เขาก็ไม่ทิ้งลมหายใจเข้าหายใจออก

แม้แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ก็ทรงตรัสกับพระสารีบุตรว่า สารีปุตตะ ดูก่อน สารีบุตร เราเองก็เป็นผู้มากไปด้วยอานาปานุสสติกรรมฐาน คำว่ามากก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเป็นปรกติ.."

หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

 







Copyright © 2013 All Rights Reserved.